วันอังคารที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2560

ทำไมต้อง การบริหารทรัพยากรมนุษย์ HRM (Human Resource Management)

ทำไมต้อง การบริหารทรัพยากรมนุษย์  HRM
(Human Resource Management)

การบริหารงานบุคคล (Personnel  Management) หรือการบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Management) เป็นกระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งกำลังคนที่เหมาะสมที่สุดกับงาน และใช้ทรัพยากรกำลังคนนั้นให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ รวมถึงการบำรุงรักษาไว้ซึ่งทรัพยากรมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพให้มีปริมาณเพียงพอ
              การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Management : HRM)  แต่ก่อนใช้คำว่า
การบริหารงานบุคคล (
Personnel Management : PM) ซึ่งจริงๆ แล้วสองคำนี้เหมือนกันและสามารถใช้แทน
กันได้ เนื่องจากมีลักษณะหน้าที่งานอย่างเดียวกัน เพียงแต่
HRM จะมีความหมายครอบคลุมมากกว่าและเพื่อให้เหมาะสมกับการที่จะเข้าไปดูแลมนุษย์ก่อนที่จะเข้ามาสู่ตลาดแรงงานตั้งแต่เริ่มต้น จึงใช้คำว่า HRM แทน PM นั่นเอง

ความแตกต่างระหว่าง Personnel Management กับ Human Resource Management

ความแตกต่างระหว่าง Personnel Management กับ Human Resource Management   กล่าวคือ

              การบริหารงานบุคคล (Personnel Management) เป็นกระบวนการบริหารบุคคลที่อยู่ใน
องค์กร  ซึ่งเริ่มตั้งแต่การคัดเลือกคนที่ดีที่สุดในตลาดแรงงานด้วยวิธีการต่างๆ เข้ามาสู่องค์กร แล้วใช้คน
ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด จนกระทั่งคนนั้นพ้นออกไปจากองค์กร ซึ่งเมื่อคนออกไปจากองค์กรแล้ว
มีการให้
Compensation Bonus เงินสะสม บำเหน็จบำนาญ ก็ถือว่าเป็นอันจบสิ้นกระบวนการ
             ประสิทธิภาพของคนทำงานจะต้องมี
                   - กำลังขวัญ (Moral) เช่น การทำงานอย่างมีความสุข ค่าตอบแทนที่ยุติธรรม ความปลอดภัย
ในการทำงาน  เป็นต้น
                   - แรงจูงใจ (Motivation) เช่น การให้ค่าตอบแทนเป็นรายชิ้น ทำมากได้มาก ทำดีมีโอกาสก้าวหน้า การเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง
              การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Management) เป็นเรื่องเกี่ยวกับการวางแผน
การกำหนดคุณลักษณะ และคุณสมบัติของประชากร เริ่มตั้งแต่เกิดจนตาย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ รัฐต้องดูแลรักษา ใช้งาน และให้ประโยชน์แก่ทรัพยากรมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนตาย คือ ก่อนเข้าทำงานและหลังพ้นจากงาน
เป็นภารกิจของรัฐนั่นเอง
              HRM  มองการบริหารงานบุคคลในแนวลึก หมายความว่า HRM ไม่ได้เริ่มสร้างหรือเปลี่ยนนิสัยคนเมื่อเข้ามาอยู่ในองค์กร แต่จะเริ่มเข้าไปเกี่ยวข้องดูแลตั้งแต่ในสถาบันครอบครัวตั้งแต่เกิด โดยทำการบริหารคนตั้งแต่ตอนแรกที่เขายังไม่ได้เป็นบุคลากร เป็นเพียงแค่ทรัพยากรบุคคล กำลังคน เป็นมนุษย์ที่มีค่า ซึ่งหวังว่า
วันหนึ่งเขาจะเป็นพนักงานขององค์กรธุรกิจ
              แนวคิดในแนวกว้างของ HRM สิ่งที่เน้นมากที่สุดคือ การดำเนินหน้าที่ต่างๆ (เหมือนกับ PM) จำเป็นต้องพิจารณาภาวะแวดล้อมทั้งด้านเศรษฐกิจ (การแข่งขันในตลาดโลก) สังคม (โครงสร้างประชากร) กฎหมายที่เข้ามามีอิทธิพลต่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ นอกจากนี้ HRM ยังเน้นกลยุทธ์ของการบริหาร
ในแต่ละหน้าที่ (
Function) ว่าจะต้องปรับให้สอดคล้องซึ่งกันและกันกับสภาวะแวดล้อม ตัวอย่างเช่น
                   - เมื่อมีการปรับลดขนาดขององค์กรลง (Downsizing) กลยุทธ์ของ HRM ควรมุ่งเน้น
ในด้านการกำจัดคนให้ออกไปจากองค์กร (Decruitment) และการฝึกอบรมและการพัฒนา (Training and Development) เพราะกลยุทธ์ดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้กับพนักงานที่เหลืออยู่ และสามารถทำงานแทนพนักงานที่ถูก Layoffs ได้ (เทคนิคการจัดการที่เรียกว่า Learning Organization คือ องค์กรแห่งการเรียนรู้)
                   - การฝึกอบรม (Training) และการพัฒนา (Development) เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญของ HRM
ในภาวะวิกฤติ ซึ่งจำเป็นต้องปรับให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การแข่งขันต่างๆ เป็นต้น
                   - การบริหารค่าตอบแทน (Compensation) ต้องคำนึงว่าทำอย่างไรที่จะประหยัดต้นทุนได้
โดยที่กำลังขวัญของพนักงานไม่เสีย
                   - การประเมินผลงาน (Performance Appraisal) เน้นการประเมินผลงานตามผลงานจริงๆ
แล้วจ่ายค่าจ้างตามผลงานนั้นๆ หรือการจ่ายค่าจ้างแบบ
Pay for Performance มิใช่จ่ายแบบ Pay for Position
ทุกๆ องค์กรเอาตัวรอดด้วยการลดขนาดขององค์กร (Downsizing) โดยการ Layoffs คนจำนวนมาก ทำให้คน
ที่เหลืออยู่ต้องทำงานมากขึ้น และสามารถทำงานแทนคนอื่นได้ ซึ่งการลดขนาดขององค์กรก่อให้เกิด
                   - Job Enlargement เป็นการเพิ่มงานในระดับแนวนอน (Horizontal) เช่น เมื่อก่อนเคยทำงานเพียง 1, 2, 3 หน้าที่ แต่ตอนนี้เพิ่มเป็น 4, 5, 6 หน้าที่ เป็นต้น
                   - Job Enrichment เป็นการเพิ่มงานในแนวดิ่ง (Vertical) หรือเป็นการเพิ่มงานจากข้างบนลงมาข้างล่าง หมายความว่า เมื่อมีการลดขนาดขององค์กร หัวหน้างานอาจจะหายไปประมาณ 2 - 3 ระดับ โดยเฉพาะในระดับกลางๆ พวก First Line และพวก Middle จะถูกลดหายไป งานนั้นจึงตกมาที่ตัวคนงานข้างล่าง ซึ่งเมื่อก่อนคอยทำตามคำสั่งอย่างเดียว แต่เดี๋ยวนี้ต้องคิด ต้องวางแผนการทำงาน ปฏิบัติงานเอง และประเมินผลเอง ทำให้ภาระหน้าที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งการเพิ่มงานในแนวดิ่งนั้นเป็นงานชนิดเดียวกัน แต่เพิ่มคุณค่าตรงที่ต้องวางแผนและประเมินผลเอง
          สาเหตุที่องค์กรหันมาใช้ Human Resource Management เพราะแนวคิดที่พยายามบริหารงานบุคคลเพื่อให้คนที่อยู่ในองค์กรเป็นคนที่มีคุณภาพ และทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการทำงาน
ที่มีประสิทธิภาพนั้น องค์กรไม่ต้องการคนที่ทำงานเก่งอย่างเดียว แต่ต้องการคนที่มีความรับผิดชอบ
มีความเชื่อมั่นในตัวเอง มีความซื่อสัตย์ มีความจงรักภักดีต่อองค์กร เป็นผู้นำที่สามารถตัดสินใจได้ และ
เป็นคนที่มีพฤติกรรมที่สามารถจะเข้ารวมกลุ่มกับเพื่อนร่วมงานได้เป็นอย่างดีเข้ามาทำงานในองค์กร
จะเห็นได้ว่า HRM เน้นอย่างมากในเรื่องของกลยุทธ์ ในขณะที่ PM ไม่ค่อยให้ความสำคัญมากนัก กลยุทธ์
ขององค์กรสมัยใหม่ เช่น
                   - TQM (Total Quality Management) เน้นเรื่องของการให้บริการได้อย่างทันท่วงที และถูกต้องตรงตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งเทคนิคนี้นิยมให้ลูกค้าเป็นผู้ประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงาน
                   - Empowerment เป็นการมอบอำนาจเบ็ดเสร็จในการตัดสินใจให้ลูกน้อง
                   - Downsizing เป็นการลดขนาดขององค์กร ซึ่งทำให้เกิด Job Enrichment และ Job Enlargement
                   - Learning Organization เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ คือ พยายามทำให้คนมีประสิทธิภาพสามารถทำงานแทนกันได้
                   - Pay for Performance การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่บนพื้นฐานของการประเมินผลงาน
                   - Green Marketing (การตลาดเพื่อสิ่งแวดล้อม) เป็นการจัดกิจกรรมหรือโครงการที่ใช้
กลยุทธ์การตลาดซึ่งติดต่อสื่อสารเพื่อให้ผู้บริโภคมาอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 

แนวคิดเกี่ยวกับหน้าที่ของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Management Functions) มี 4 แนวคิด

แนวคิดเกี่ยวกับหน้าที่ของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Management Functions) มี 4 แนวคิด ดังนี้

แนวแรก HRM Function มีดังนี้
1. กำหนดความต้องการขององค์กรและหน่วยงาน โดยพิจารณาจาก
   - ปริมาณบุคลากรที่มีอยู่ และที่ต้องการเพิ่ม
   - คุณภาพของบุคลากร
   - ค่าตอบแทน
 2. การตอบสนองความต้องการ โดยวิธีการ
     - การสรรหา (Recruitment)
      - การคัดเลือก (Selection)
 3. การรักษา พัฒนา และบริการ โดยวิธีการ
     - การพัฒนา (Development)
     - การประเมินผลการปฏิบัติงาน (Performance Appraisal)
     - สวัสดิการและผลตอบแทนอื่นๆ (Fringe Benefit)
     - แรงงานสัมพันธ์ (Labour Union)

แนวที่สอง HRM Function มีดังนี้
 1. Procurement (การจัดหาบุคคล)
 2. Development (การพัฒนากำลังคน)
 3. Motivation (การจูงใจ)
 4. Maintenance (การบำรุงรักษาพนักงาน)

แนวที่สาม HRM Function มีดังนี้
  1. Procurement (การจัดหาบุคคล)
  2. Development (การพัฒนากำลังคน)
  3. Compensation (การจ่ายค่าตอบแทน)
  4. Maintenance (การบำรุงรักษาพนักงาน)
  5. Labour Relation (การมีส่วนร่วมในแรงงานสัมพันธ์)

 แนวที่สี่ HRM Function มีดังนี้
  1. Staffing (Getting People)
  2. Training and Development
  3. Motivation (Simulating People)
  4. Maintenance (Keeping Them)

หน้าที่ของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ มีดังนี้คือ
   1. กำหนดกลยุทธ์ของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ (HRM Strategy)
   2. การวางแผนกำลังคน / การวางแผนทรัพยากรมนุษย์ (HR Planning)
   3. การสรรหา คัดเลือก การบรรจุแต่งตั้ง (Recruitment + Selection and Placement) ถือว่าเป็นกระบวนการจัดหาบุคคลเข้ามา (Procurement)
   4. การฝึกอบรมและการพัฒนา (Training and Development)
   5. การประเมินผลการปฏิบัติงาน (Performance Appraisal)
   6. การบริหารค่าตอบแทน สวัสดิการและผลประโยชน์ (Compensation, Benefit and Service)
   7. วินัย (Discipline)
   8. สุขภาพและความปลอดภัย (Safety and Health)
   9. แรงงานสัมพันธ์ (Labour Relation)
   10. ระบบข้อมูล การตรวจสอบ และการวิจัยทรัพยากรมนุษย์
          หน้าที่ทั้งหมดดังกล่าวของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ เป็นหน้าที่ของหัวหน้างานทุกฝ่ายในหน่วยงาน
ที่ต้องรับผิดชอบ   โดยยิ่งมีตำแหน่งสูงมากขึ้นเท่าใด การเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ก็มีมากขึ้นเท่านั้น
          การบริหารทรัพยากรทั้งหมดอยู่บนพื้นฐานของระบบคุณธรรม (Merit System) และความยุติธรรม
โดยตระหนักถึงสิทธิ (
Right) คุณค่า (Value) และจริยธรรม (Ethic) 

6 กลยุทธ์เด็กจบใหม่หางานที่ชอบ ได้งานที่ใช่

6 กลยุทธ์เด็กจบใหม่หางานที่ชอบ ได้งานที่ใช่


เคยได้ยินที่ผู้ใหญ่สอนว่าไม่อยากจนอย่าเลือกงานใช่ไหม ตัวเราพอจบมาใหม่ ๆ ก็เลยกลัวไปซะหมด กวาดส่งใบสมัครงานมันซะทุกที่ ดีไม่ดีไม่รู้ ขอให้ได้งานทำถือว่ารอดตัว วันนี้ลืมเรื่องนี้ไปเลย เพราะ jobsDB จะพาเด็กจบใหม่ให้ “เลือกงานที่ชอบ ได้งานที่ใช่” กัน
1. หาตัวเองให้เจอ
          นี่คือสิ่งแรกที่คุณต้องทำ สำรวจสิว่าสี่ปีที่เรียนมานั้นตรงกับสิ่งที่เราชอบหรือวาดฝันไว้ในอนาคตจริงหรือไม่ เพราะบางคนคิดว่าคณะนี้แหละใช่ แต่พอเรียนไปกลับรู้สึกว่ามันไม่ใช่ตัวเรา ฉะนั้นโอกาสนี้แหละที่คุณจะได้ทบทวนตัวเองอีกครั้งว่าอะไรที่ใช่สำหรับคุณจริง ๆ เพราะชีวิตการทำงานไม่ได้จบแค่ สี่ปีเหมือนมหาวิทยาลัยหรอกนะ แล้วถ้าคุณมั่นใจว่าคุณไม่ได้อยากทำงานในสายงานที่เรียนมา ก็ไม่สายที่จะเริ่มต้นใหม่โดยการหาความรู้เพิ่มเติมให้ตรงจุด แล้วก็ลุยซะ
2. ฟังจากผู้มีประสบการณ์
          ลองสอบถามคนที่มีประสบการณ์การทำงานในสายงานที่ตัวเองอยากจะเข้าไปทำ ว่าพวกเขาเป็นอย่างไรกันบ้าง ความยากง่ายของงาน และอุปสรรคปัญหาที่ต้องพบเจอในงานนั้น ๆ ซึ่งการสอบถามก็เพื่อให้เรารู้และรับมือได้ทันหากเราต้องเจอกับสิ่งนั้นจริง ๆ
3. ฝึกงานรู้ทางลัด
          การฝึกงานนี่แหละที่จะช่วยให้เรารู้เร็วขึ้นว่าเราชอบงานนี้จริง ๆ หรือไม่ งานนี้ใช่สำหรับเราหรือเปล่า ฉะนั้นหากเราได้มีโอกาสฝึกงานตั้งแต่ตอนที่ยังเรียนก็จงใช้โอกาสนั้นให้คุ้มค่า แต่ถ้าจบออกมา แล้วอยากลองฝึกงานใหม่ ๆ เพื่อเช็คความมั่นใจของตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องยาก โดยเฉพาะคนที่อยากจะทำงานที่ไม่ตรงกับสายที่ตัวเองเรียนจบมา การขอฝึกงานนั้นก็เป็นเรื่องที่ดีกับตัวคุณ มันจะทำให้คุณรู้ว่าคุณจะสนุกกับงานในฝันของคุณจริง ๆ หรือไม่
4. เงินไม่ใช่ทุกอย่าง
          หลายคนจบออกมาแล้วตั้งเป้าเงินเดือนก่อนที่จะตั้งเป้าหมายในการทำงานเสียอีก ซึ่งนี่คือวิธีการที่อาจจะทำให้คุณพอใจได้เพียงระยะสั้น ๆ เพราะคุณอาจจะได้เงินเดือนที่ใช่ แต่ไม่ได้งานที่ชอบ ฉะนั้นอย่าให้เงินเดือนเป็นตัวกำหนดชีวิตเลย เลือกงานที่เหมาะกับเราเสียก่อน ถ้าเราทำมันได้ดี รับรองว่ารายได้ที่ดีก็จะค่อย ๆ ตามมาแน่นอน
5. เลือกบริษัทที่เหมาะกับเรา
          หลายครั้งที่เวลาเด็กจบใหม่ตื่นเต้นเวลาที่มีคนเรียกตัวเข้าไปทำงาน เพราะนั่นหมายความว่าคุณจะไม่เป็นคนที่ต้องเดินเตะฝุ่นอีกต่อไปแล้ว แต่บอกไว้เลยว่าหากคุณตอบรับโดยลืมที่จะศึกษาวัฒนธรรมองค์กรของแต่ละที่ ที่คุณกำลังจะก้าวเข้าไป นั่นอาจส่งผลกับคุณในระยะยาว เพราะงานที่ใช่อาจไม่ได้มาพร้อมกับองค์กรที่ชอบ ฉะนั้นศึกษาข้อมูลของแต่ละองค์กรก่อนการตัดสินใจเลือกงานด้วย
6. อย่าลืมสร้างโปรไฟล์กับเว็ปไซต์หางาน
          สร้างโปรไฟล์คือ การทำเรซูเม่ฉบับสั้น ซึ่งการสร้างโปรไฟล์ออนไลน์กับเว็ปไซต์หางานแบบนี้ จะเพิ่มโอกาสให้เด็กจบใหม่อย่างคุณหางานที่ชอบ ได้งานที่ใช่มากขึ้น เพราะผู้ประกอบการจะสามารถค้นหาโปรไฟล์ของคุณได้ เพียงคุณตั้งสถานะโปรไฟล์ให้ผู้ประกอบการสามารถดูข้อมูลของคุณได้

HR คือยาสามัญประจำองค์กร

HR คือยาสามัญประจำองค์กร

HR ไม่ได้เป็นแค่พนักงานคนหนึ่ง แต่เป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการบริหารองค์กร เพราะพนักงานกลุ่มนี้จะเป็นคนที่ทำหน้าที่แทนพนักงานคนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการเรื่องสิทธิ และผลประโยชน์ต่าง ๆ ตลอดจนให้ความช่วยเหลือเกี่ยวกับเอกสารที่จำเป็นของพนักงาน เรียกว่าเป็นหูเป็นตาให้กับองค์กร เพื่อเชื่อมโยงองค์กรและพนักงานให้ใกล้ชิดกัน
          ความสำเร็จในการทำงานขององค์กรจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากองค์กรนั้น ๆ ขาด HR ซึ่งถือเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนหน่วยงาน การให้ความร่วมมือช่วยเหลือหน่วยงานในด้านต่าง ๆ ทำให้หน่วยงาน HR มีสถานะไม่ต่างไปจากยาสามัญประจำองค์กร ที่ไม่เพียงแต่จะต้องมีไว้ แต่เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว การขับเคลื่อนขององค์กรอาจจะติดขัด พนักงานเองก็จะรู้สึกว่าเกิดอุปสรรคในการทำงาน เพราะขาดคนที่คอยช่วยเหลือจัดการเอกสารให้
          HR เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยผลักดันองค์กรให้เดินหน้าต่อไป เมื่อองค์กรประสบความสำเร็จ ก็ถือเป็นความสำเร็จของ HR ด้วย ถือเป็นการก้าวหน้าไปพร้อม ๆ กัน สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่จะบ่งบอกว่าทำไม HR จึงเป็นยาสามัญประจำองค์กรที่ใคร ๆ ต่างเรียกหา
ผู้ประสานงานขององค์กร
          HR ถือเป็นคนกลางที่ช่วยเชื่อมโยงระหว่างองค์กรและพนักงาน ไม่เพียงแต่จะเป็นผู้สื่อสาร แต่พนักงานฝ่ายบุคคลยังต้องช่วยสร้างความเข้าใจอันดี ไม่ได้จัดการเฉพาะงานเอกสารเท่านั้น เพราะต้องทำให้พนักงานเข้าใจในนโยบายขององค์กรได้เป็นอย่างดีด้วย องค์กรเองก็ต้องอาศัยเอชอาร์ให้ช่วยจัดการฝึกอบรมและการเรียนรู้ของพนักงาน
ร่วมกันสร้างคนเก่ง
          อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า HR เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเรียนรู้ของพนักงานให้กับองค์กร โดยจัดหาคอร์สฝึกอบรมที่จำเป็นต่อการทำงานของพนักงานในแต่ละส่วน ซึ่งอาจจะแตกต่างกันไป ตามความต้องการของพนักงานในแต่ละแผนก คอยดูว่าพนักงานแผนกไหนต้องการฝึกอบรมอย่างไร เอชอาร์จึงมีหน้าที่ในการสร้างคนเก่งให้มีศักยภาพตามความต้องการขององค์กร
          นอกจากนี้ HR ยังมีส่วนสำคัญในการสร้างและพัฒนาภาวะผู้นำให้กับพนักงานไปในคราวเดียวกัน เมื่อมีการฝึกอบรม พนักงานที่มีความพร้อมมากพอ ก็ได้พัฒนาศักยภาพในการทำงานของตัวเอง ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาองค์กรในระยะยาวด้วย และยังทำให้พนักงานที่มีความสามารถ สามารถเลื่อนขั้นไปทำงานในตำแหน่งที่เหมาะสมด้วย
สร้างวัฒนธรรมองค์กร
          องค์กรจำเป็นต้องมีจุดยึดเหนี่ยว หรือแนวปฏิบัติที่เป็นเอกลักษณ์ เพื่อให้พนักงานสามารถปฏิบัติตาม เอชอาร์จึงมีหน้าที่ในการร่วมสร้างแนวคิดเหล่านั้น ให้ออกมาเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่โดดเด่น และมีลักษณะเฉพาะตัว โดยสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่ขัดกับนโยบายของบริษัท หรือปรับเปลี่ยนจากเหตุการณ์ แล้วสร้างกิจกรรมที่ทุกคนเห็นด้วย และปฏิบัติตามแนวทางนั้นได้
สร้างประสิทธิภาพในการบริหารบุคคล
การปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงถือเป็นส่วนหนึ่งของงานบริหารทรัพยากรบุคคล ซึ่งเอชอาร์ต้องสร้างกรอบนี้ให้มีความชัดเจน มีประสิทธิภาพ เพื่อให้บุคคลในองค์กรได้รับการพัฒนา แต่ในขณะเดียวกันกรอบของการทำงานแม้ว่าจะมีศักยภาพขนาดไหนก็ตาม แต่ต้องไม่ขัดแย้งกับแนวทางการทำธุรกิจขององค์กร ไม่อย่างนั้นแล้ว จะทำให้การพัฒนาบุคลากรกับการทำงานจะไม่สามารถดำเนินไปในทิศทางเดียวกันได้
          แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม งานพัฒนาทรัพยากรบุคคลของ HR ไม่มีสูตรตายตัว สามารถปรับปรุง หรือเปลี่ยนแปลงได้ตามแนวทางขององค์กร โดยมีจุดประสงค์อยู่ที่การขับเคลื่อนองค์กร ให้ไปสู่เป้าหมาย และประสบความสำเร็จให้มากที่สุด

HR คืออะไร มีหน้าที่อะไรบ้าง

HR คืออะไร มีหน้าที่อะไรบ้าง


HR นั้นเป็นคำย่อมาจากภาษาอังกฤษว่า Human Resource หรือ Human Resource Management ซึ่งก็คืองานของฝ่ายบุคคล หรือการบริหารทรัพยากรมนุษย์ โดยเป็นการใช้กลยุทธ์วางแผนการทำงานให้มีความสัมพันธ์กับทุกๆ ฝ่ายในองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยต้องบรรลุวัตถุประสงค์ในการทำงานในธุรกิจใดๆ ก็ตาม ทั้งต่อการทำงานเป็นหมู่คณะและการทำงานคนเดียว และต้องมีการพัฒนาปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา โดยผู้บริหารองค์กรต่างๆ นั้น จำเป็นต้องคัดเลือกและเฟ้นหาบุคคลที่จะมาทำหน้าที่ในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ หรือฝ่ายบุคคลให้ดีพร้อม เพราะเป็นตำแหน่งที่ต้องทำหน้าที่ในการคัดสรรบุคคลเข้ามาทำงานร่วมในองค์กร ซึ่งจะได้พนักงานที่ดีหรือไม่ดีก็อยู่ที่ HR หรือฝ่ายบุคคลนี่แหละที่เป็นคนคัดกรองเบื้องต้น

หน้าที่ของการทำงานในตำแหน่ง HR มีอะไรบ้าง?
– ต้องรู้จักการกำหนดกลยุทธ์หรือหลักในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ให้ดีและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้
– ต้องคอยวางแผนในด้านการรับสมัครพนักงานที่ดีและมีประสิทธิภาพเข้ามาทำงานในองค์กรนั้นๆ ได้
– ต้องมีการฝึกอบรมและพัฒนาตนเองและองค์กรอยู่เสมอ
– ต้องคอยประเมินผลในการปฏิบัติงานต่างๆ ของบุคคลภายในองค์กรนั้นๆ
– ต้องสามารถดำเนินการจัดการวางแผนในเรื่องระเบียบวินัยของการทำงานต่างๆ ได้
– ต้องดูแลในเรื่องของสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงานต่างๆ ได้
– ต้องคอยส่งเสริมแรงงานสัมพันธ์ และรับผิดชอบเรื่องระบบข้อมูล การตรวจสอบ ตลอดจนการวิจัยด้านทรัพยากรมนุษย์ได้ดี

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการทำงานในตำแหน่ง HR ของบริษัทหรือองค์กรต่างๆ เรียกได้ว่าเป็นตำแหน่งสำคัญอย่างมากตำแหน่งหนึ่งเลยทีเดียว เพราะหากขาดตำแหน่งนี้ไป ก็จะทำให้การทำงานของบริษัทหรือองค์กรเกิดการติดขัด และไม่สามารถเฟ้นหาบุคคลหรือพนักงานดีๆ เก่งๆ เข้ามาทำงานภายในองค์กรได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ